Author : toey.piyawan@bon8creative.com
Share

การคลอดบุตรด้วยวิธีการผ่าคลอด หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Cesarean Section (C-Section) ถือเป็นการผ่าตัดทางหน้าท้องที่สำคัญ ในการนำ ทารกคลอดผ่านทางหน้าท้อง เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึั้นจากการคลอดทางช่องคลอดหรือต้องการช่วยทารกในครรภ์ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น แม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมากจนทำให้การผ่าตัดมีมาตรฐานการดูแลและมีความปลอดภัยสูงขึ้น แต่การเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสู่ห้องผ่าตัด รวมถึงการดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและทำให้คุณแม่กลับมาแข็งแรงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะความจำเป็นในการผ่าคลอด
- การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดคลอด (Pre-Operative Care)
- ขั้นตอนการผ่าตัดคลอดภายในห้องผ่าตัด
- การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดในโรงพยาบาล (Post-Operative Care)
- การดูแลตัวเองต่อเนื่องและฟื้นฟูร่างกายที่บ้าน
- การดูแลแผลผ่าตัดคลอดให้หายไวและลดรอยแผลเป็น
- ฟื้นฟูสุขภาพคุณแม่หลังผ่าตัดคลอดอย่างล้ำลึกที่ MFC Clinic
- สรุป
- คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ทางMFC Clinic คลินิกเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ได้รวบรวมขั้นตอนการเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างการผ่าตัด และแนวทางการดูแลแผลอย่างละเอียด เพื่อเป็นคู่มือที่ถูกต้องสำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนหรือมีความจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดคลอด
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะความจำเป็นในการผ่าคลอด
การผ่าตัดคลอดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีหลัก คือ การวางแผนผ่าตัดล่วงหน้า (Elective C-Section) และการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน (Emergency C-Section) ซึ่งสูตินรีแพทย์จะพิจารณาจากข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็กเป็นสำคัญ เช่น
- ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ: เช่น ท่าขวางหรือท่าก้น ซึ่งหากคลอดทางช่องคลอดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งแม่และลูกได้มาก
- ภาวะรกเกาะต่ำ: รกขวางทางออกของทารกบริเวณปากมดลูก
- ขนาดตัวทารก: ทารกมีขนาดตัวใหญ่กว่าอุ้งเชิงกรานของคุณแม่ (Cephalopelvic Disproportion)
- ภาวะแทรกซ้อนของคุณแม่: เช่น ครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูง หรือมีโรคประจำตัวที่ไม่เอื้อต่อการเบ่งคลอด
- ความผิดปกติระหว่างรอคลอด: เช่น อัตราการเต้นของหัวใจทารกผิดปกติ ทารกขาดอาการ หรือปากมดลูกไม่เปิดตามเกณฑ์

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดคลอด (Pre-Operative Care)
เมื่อทราบกำหนดการผ่าตัดที่แน่นอน คุณแม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมที่สุด ดังนี้
1. การตรวจร่างกายและเตรียมเอกสาร
แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อเช็กระดับความเข้มข้นของเลือด (Hct/Hb) และหมู่เลือด (Blood Group) เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่ต้องมีการให้เลือดระหว่างผ่าตัด นอกจากนี้ต้องแจ้งประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร และยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานอยู่เป็นประจำให้แพทย์ทราบ
2. การงดน้ำและอาหาร (NPO)
คุณแม่ต้องงดน้ำและอาหารทุกชนิดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนเวลาผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะการสำลักอาหารเข้าสู่ปอด (Aspiration) ในขณะที่ได้รับยาระงับความรู้สึก ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
3. การทำความสะอาดร่างกาย
ในวันผ่าตัดควรอาบน้ำ สระผม และตัดเล็บให้สั้น งดการทาสีเล็บหรือแต่งหน้า เนื่องจากแพทย์ต้องสังเกตสีผิวและสีของเล็บเพื่อประเมินภาวะออกซิเจนในเลือดเบื้องต้น รวมถึงควรถอดเครื่องประดับ ฟันปลอม และคอนแทคเลนส์ออกให้หมด
4. การเตรียมความพร้อมทางจิตใจ
ความกังวลเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ การพูดคุยกับสูตินรีแพทย์เกี่ยวกับขั้นตอนการระงับความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นการบล็อกหลัง (Spinal Anesthesia) หรือการดมยาสลบ (General Anesthesia) จะช่วยลดความประหม่าและทำให้คุณแม่เข้าใจกระบวนการที่จะเกิดขึ้นในห้องผ่าตัดได้ดีขึ้น
ขั้นตอนการผ่าตัดคลอดภายในห้องผ่าตัด
เมื่อเข้าสู่ห้องผ่าตัด ทีมพยาบาลจะทำการเตรียมผิวหนังบริเวณหน้าท้อง (อาจมีการโกนขนหากจำเป็น) และสอดท่อสวนปัสสาวะเพื่อป้องกันกระเพาะปัสสาวะเต็มซึ่งอาจขัดขวางการผ่าตัด ขั้นตอนการผ่าตัดส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที โดยสรุปขั้นตอนสำคัญได้ดังนี้
- การระงับความรู้สึก: ส่วนใหญ่นิยมใช้การบล็อกหลัง นอกจากให้คุณแม่รู้สึกตัวตลอดเวลาและสามารถเห็นหน้าลูกได้ทันทีที่คลอด ยังเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าการดมยาสลบที่อาจส่งผลต่อการสำลักของแม่หรือทารกหายใจข้าหลังคลอดจากการได้ยาดมสลบ
- การลงแผลผ่าตัด: แพทย์มักลงแผลในแนวขวางบริเวณเหนือหัวหน่าว เพื่อความสวยงามและแผลหายได้ไว
- การนำทารกออก: หลังจากกรีดมดลูก แพทย์จะค่อยๆ นำทารกออกมาทำความสะอาดทางเดินหายใจและตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยกุมารแพทย์
- การเย็บปิดแผล: เมื่อนำรกออกและตรวจสอบความเรียบร้อยภายในมดลูกแล้ว แพทย์จะทำการเย็บปิดชั้นต่างๆ จนถึงชั้นผิวหนัง ซึ่งอาจใช้ไหมละลายหรือแม็กเย็บผิวหนังตามความเหมาะสม
การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดในโรงพยาบาล (Post-Operative Care)
ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นฟูร่างกาย
1. การระงับปวด
คุณแม่จะได้รับยาแก้ปวดตามรอบ ทั้งรูปแบบการฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือยาทาน หากรู้สึกปวดแผลมากควรรีบแจ้งพยาบาลทันที
2. การขยับร่างกาย
เมื่ออาการชาจากการบล็อกหลังหมดไป แพทย์มักสนับสนุนให้คุณแม่เริ่มขยับตัว พลิกตะแคง หรือลุกนั่งโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการท้องอืด และป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
3. การเริ่มรับประทานอาหาร
แพทย์จะอนุญาตให้เริ่มจิบน้ำหรือรับประทานอาหารอ่อนได้เมื่อคุณแม่ไม่มีมีภาวะแทรกซ้อนและลำไส้เริ่มทำงานเป็นปกติ
4. การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด คุณแม่สามารถเริ่มให้ลูกเข้าเต้าได้ทันทีหลังคลอดซึ่งการให้ลูกดูดนมเร็ว นอกจากจะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้น้ำนมเริ่มสร้างแล้ว ยังช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้นและลดโอกาสตกเลือดหลังคลอดได้อีกด้วย
การดูแลตัวเองต่อเนื่องและฟื้นฟูร่างกายที่บ้าน
เมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้าน คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก คือ อาหาร กิจกรรม และสภาพจิตใจ
- โภชนาการเสริมสร้างเนื้อเยื่อ: ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ปลา เห็ด เต้าหู้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อช่วยในการซ่อมแซมแผลผ่าตัด รวมถึงอาหารที่มีกากใยสูงและดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว เพื่อป้องกันอาการท้องผูกซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผลหน้าท้อง
- การเคลื่อนไหว: หลีกเลี่ยงการยกของหนักที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวทารกในช่วง 4-6 สัปดาห์แรก และงดการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อหน้าท้องจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
- การสังเกตอาการผิดปกติ: หากมีไข้สูง ปวดท้องรุนแรง น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ ต้องรีบกลับไปพบแพทย์ทันที

การดูแลแผลผ่าตัดคลอดให้หายไวและลดรอยแผลเป็น
แผลผ่าตัดคลอด โดยทั่วไปแผลภายนอกมักค่อย ๆ สมานในช่วง 2–4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และใช้เวลาหลายเดือนในการสมานตัวของเนื้อเยื่อภายใน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
- รักษาความสะอาดและความแห้ง: ในช่วงสัปดาห์แรกแผลมักถูกปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ หากแผลเปียกน้ำหรือมีเลือดซึมออกมามากผิดปกติควรไปล้างแผลที่สถานพยาบาลทันที
- การดูแลรอยแผลเป็น: เมื่อแผลแห้งสนิทและสะเก็ดหลุดหมดแล้ว สามารถเริ่มทายาในกลุ่มซิลิโคนเจลหรือแผ่นแปะซิลิโคนตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยลดการเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ (Keloid)
- หลีกเลี่ยงการแกะเกา: อาการคันบริเวณแผลเกิดจากกระบวนการสมานตัวของเส้นประสาท การแกะหรือเกาจะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อและทำให้แผลอักเสบเรื้อรังได้
ฟื้นฟูสุขภาพคุณแม่หลังผ่าตัดคลอดอย่างล้ำลึกที่ MFC Clinic
หลังจากการเข้ารับการผ่าตัดคลอด ร่างกายของคุณแม่มักเผชิญกับภาวะอ่อนเพลียสะสมและการสูญเสียแร่ธาตุสำคัญในปริมาณมาก ที่ MFC Clinic คลินิกดูแลมารดาและทารกในครรภ์ เรามีความเชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพคุณแม่หลังคลอดด้วยแนวทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะร่างกายแบบองค์รวม
โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงจากภายในผ่านการให้สารอาหารทางหลอดเลือด (IV Drip) ที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดความเหนื่อยล้า และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมสำหรับการดูแลทารก นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจวิเคราะห์ระดับวิตามินและแร่ธาตุในร่างกายเพื่อวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตร ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
สรุป
การเตรียมตัวสำหรับภาวะผ่าคลอด ไม่ใช่เพียงแค่การเตรียมของใช้สำหรับลูกน้อย แต่คือการเตรียมความพร้อมของร่างกายคุณแม่ให้สมบูรณ์ที่สุด การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการงดอาหาร การดูแลแผลอย่างถูกวิธี และการเสริมสร้างโภชนาการที่ดี จะช่วยให้คุณแม่ผ่านพ้นช่วงเวลาพักฟื้นไปได้อย่างราบรื่น เพื่อที่จะได้มีพลังกายและใจที่เข้มแข็งในการดูแลสมาชิกใหม่ของครอบครัวต่อไป หากคุณแม่มีคำถามหรือข้อสงสัยเรื่องไหน สามารถติดต่อรับคำปรึกษากับทาง MFC Clinic ได้เลยวันนี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิก
คำถามที่พบบ่อย
หลังผ่าคลอดนานแค่ไหนถึงจะอาบน้ำได้ตามปกติ?
โดยปกติแพทย์จะใช้พลาสเตอร์กันน้ำปิดแผลไว้ ทำให้คุณแม่สามารถอาบน้ำได้ทันทีหลังผ่าตัด 1-2 วัน แต่ควรระวังไม่ให้น้ำไหลเข้าใต้พลาสเตอร์ หากเป็นพลาสเตอร์แบบธรรมดา ต้องรอจนกว่าแพทย์จะนัดเปิดแผลและตัดไหม (ประมาณ 7-10 วัน) จึงจะอาบน้ำแบบสัมผัสแผลได้
อาหารแสลงหลังผ่าตัดมีจริงหรือไม่ สิ่งใดที่ควรเลี่ยง?
ในทางการแพทย์ไม่มีอาหารแสลงที่ทำให้แผลเน่าเสีย แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ง่าย เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ ของหมักดอง อาหารที่ปรุงไม่สุกหรือสดใหม่รวมถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสมานตัวของแผลและการผลิตน้ำนม
ผ่าคลอดแล้วสามารถออกกำลังกายได้เมื่อไหร่?
สามารถเริ่มเดินช้า ๆ ได้ทันทีหลังผ่าตัดเพื่อช่วยเรื่องลำไส้ แต่สำหรับการออกกำลังกายเบาๆ ควรเริ่มหลังจาก 6 สัปดาห์ไปแล้ว และควรหลีกเลี่ยงการยกน้ำหนักหรือการออกกำลังกายที่กระแทกหน้าท้องแรงๆ จนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อย 3-6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับความแข็งแรงหรือรูปแบบการออกกำลังกายของแต่ละคน
หากแผลผ่าตัดมีอาการคันหรือชาถือว่าปกติหรือไม่?
เป็นอาการปกติที่พบได้บ่อย เนื่องจากเส้นประสาทบริเวณหน้าท้องถูกตัดขาดระหว่างผ่าตัด เมื่อเส้นประสาทเริ่มซ่อมแซมตัวเองจะทำให้เกิดความรู้สึกคันหรือชาหยิบ ๆ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นในเวลา 1-3 เดือน แต่อย่าแกะเกาเพราะอาจทำให้แผลอักเสบ
ผ่าตัดคลอดครั้งนี้แล้ว ครั้งหน้าสามารถคลอดเองได้ไหม?
ในบางกรณีคุณแม่สามารถคลอดเองได้หลังเคยผ่าคลอด (VBAC) แต่ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเสี่ยงเรื่องมดลูกแตกบริเวณรอยแผลเดิม อย่างไรก็ตาม หากสาเหตุของการผ่าตัดครั้งแรกมาจากโครงสร้างสรีระ เช่น อุ้งเชิงกรานแคบ ครั้งต่อไปมักจำเป็นต้องผ่าตัดคลอดเช่นเดิม





