Author : toey.piyawan@bon8creative.com
Share

ภาวะรกเกาะต่ำ ถือเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงและสร้างความกังวลใจได้อย่างมาก ซึ่งในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสูตินรีแพทย์ ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยก่อนคลอดหรือการวางแผนดูแล รวมไปถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อาจส่งผลต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ บทความนี้ MFC Clinic คลินิกเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์จะมานำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภาวะรกเกาะต่ำ เพื่อให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
- ทำความรู้จักกับ ภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta Previa)
- ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของภาวะรกเกาะต่ำ?
- สัญญาณเตือนและอาการที่แม่ท้องต้องสังเกต
- อันตรายของภาวะรกเกาะต่ำต่อแม่และลูกในครรภ์
- ข้อปฏิบัติและข้อควรระวังสำหรับคุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ
- การเตรียมความพร้อมสุขภาพและดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างครบวงจรที่ MFC Clinic
- สรุป
- คำถามที่พบบ่อย

ทำความรู้จักกับ ภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta Previa)
ภาวะรกเกาะต่ำ คือ ภาวะที่รกมีการฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูกส่วนล่าง ทำให้รกไปปิดกั้นหรือปกคลุมบริเวณปากมดลูกเพียงบางส่วนหรือปิดทั้งหมด ภาวะนี้มักถูกตรวจพบในช่วงการอัลตราซาวนด์ไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ หากรกยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ขวางปากมดลูกเมื่อถึงเวลาคลอด จะทำให้คุณแม่ไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตกเลือดอย่างรุนแรง
ประเภทของภาวะรกเกาะต่ำตามลักษณะความรุนแรง
ทางการแพทย์ได้แบ่งประเภทของภาวะรกเกาะต่ำออกตามตำแหน่งที่รกครอบคลุมปากมดลูก ดังนี้
- ภาวะรกเกาะต่ำชนิดปิดสนิท (Total Placenta Previa): รกปกคลุมปากมดลูกด้านในทั้งหมด ถือเป็นชนิดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
- ภาวะรกเกาะต่ำชนิดปิดบางส่วน (Partial Placenta Previa): รกปกคลุมปากมดลูกเพียงบางส่วน
- ภาวะรกเกาะต่ำชนิดเฉียดปากมดลูก (Marginal Placenta Previa): ขอบของรกอยู่ช่องทางเปิดของปากมดลูกด้านในพอดี
- ภาวะรกต่ำ (Low-lying Placenta): ขอบรกอยู่ใกล้ปากมดลูกในระยะประมาณ 2 เซนติเมตร ซึ่งจะมีปัญหาเมื่อปากมดลูกเริ่มเปิดหรือขยายตัว

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของภาวะรกเกาะต่ำ?
แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดภาวะรกเกาะต่ำจะยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดในทุกกรณี แต่จากการรวบรวมข้อมูลทางสถิติทางการแพทย์พบปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ดังนี้
- อายุของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์: คุณแม่ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงกว่าคุณแม่ที่อายุน้อย เนื่องจากสภาพของผนังมดลูกและการไหลเวียนเลือดอาจมีการเปลี่ยนแปลง
- การตั้งครรภ์แฝด: เนื่องจากรกของทารกมากกว่าหนึ่งคนมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้พื้นที่ในมดลูกมีจำกัด รกจึงมีโอกาสลามลงมาเกาะที่ส่วนล่างของมดลูก
- ประวัติการมีบุตรหลายคน: ยิ่งผ่านการตั้งครรภ์และคลอดบุตรมามากเท่าใด พื้นที่ผนังมดลูกที่สมบูรณ์สำหรับการเกาะของรกจะลดลง
- ประวัติการผ่าตัดมดลูก: การเคยผ่าตัดคลอดบุตรในครรภ์ก่อนหน้า (C-section) การขูดมดลูก หรือการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก จะทำให้เกิดแผลเป็นที่ผนังมดลูก ซึ่งส่งผลต่อการฝังตัวของรกในครรภ์ถัดไป
- คุณแม่ตั้งครรภ์ด้วย ICSI: การทำเด็กหลอดแก้วมีโอกาสเพิ่มขึั้นต่อภาวะรกเกาะต่ำ
- คุณแม่มีเนื้องอกมดลูก: การมีเนื้องอกทำให้รกต้องหาตำแหน่งในการฝังตัวและเลี่ยงการฝังที่เนื้องอก ทำให้มีโอกาสต่อภาวะรกเกาะต่ำสูงขึ้น
- พฤติกรรมการสูบบุหรี่หรือสัมผัสกลิ่นบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดและขนาดของรก ทำให้รกต้องขยายขนาดขึ้นเพื่อพยายามรับออกซิเจนให้เพียงพอ จนอาจลงมาเกาะต่ำ
สัญญาณเตือนและอาการที่แม่ท้องต้องสังเกต
อาการที่เป็นสัญญาณเตือนที่เด่นชัดที่สุดของภาวะรกเกาะต่ำ คือ การมีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่มีอาการปวดท้อง (Painless Vaginal Bleeding) เลือดที่ออกมักจะมีลักษณะเป็นสีแดงสด มักเกิดในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ (ตั้งแต่อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป) เลือดอาจหยุดไปเองชั่วคราวและกลับมาเป็นซ้ำได้อีกโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือบางกรณีอาจมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์หรือมีการตรวจภายใน
ข้อควรระวัง: หากมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาการอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ภาวะช็อกจากการเสียเลือด (Hypovolemic Shock) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต
อันตรายของภาวะรกเกาะต่ำต่อแม่และลูกในครรภ์
ความรุนแรงของภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงตัวคุณแม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงทารกในครรภ์ด้วย
อันตรายต่อคุณแม่
- ภาวะตกเลือดอย่างรุนแรง (Hemorrhage): เลือดอาจออกมากจนไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งในระหว่างการตั้งครรภ์ ระหว่างการผ่าตัดคลอด หรือหลังคลอด
- ภาวะรกติดแน่น (Placenta Accreta): รกอาจฝังตัวลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้หลังคลอดรกไม่ลอกตัวตามปกติ และอาจต้องลงเอยด้วยการตัดมดลูกเพื่อรักษาชีวิต
อันตรายต่อทารก
- ภาวะคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth): หากมีเลือดออกมากและไม่สามารถควบคุมได้ แพทย์จำเป็นต้องทำผ่าตัดคลอดทันทีแม้ทารกจะยังไม่ครบกำหนด
- ภาวะขาดออกซิเจน (Fetal Distress): การเสียเลือดมากอาจกระทบต่อการไหลเวียนเลือดไปยังรก ทำให้ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อมากับทารกในครรภ์ได้
- ภาวะโลหิตจางในทารก: ทารกอาจสูญเสียเลือดไปพร้อมกับคุณแม่ในบางกรณี
ข้อปฏิบัติและข้อควรระวังสำหรับคุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ
เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะรกเกาะต่ำ คุณแม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตอย่างเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงในการกระตุ้นให้เลือดออก ดังนี้
- งดการมีเพศสัมพันธ์โดยเด็ดขาด: การสอดใส่หรือการถึงจุดสุดยอดอาจทำให้เกิดการหดตัวของมดลูกและกระตุ้นให้รกลอกตัว
- งดการทำงานหนักหรือยกของหนัก: กิจกรรมที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องหรือการขยับตัวแรงๆ จะเพิ่มแรงดันในมดลูก
- งดการเดินทางไกล: การนั่งรถนานๆ หรือการสั่นสะเทือนอาจกระตุ้นให้มีเลือดออก และหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะยากต่อการเข้าถึงโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือพร้อม
- นอนพักผ่อนให้มาก: ในรายที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำให้นอนพักเป็นส่วนใหญ่หรืออาจต้องนอนสังเกตอาการในโรงพยาบาลหากมีเลือดออกซ้ำในช่วงตั้งครรภ์
- สังเกตอาการเลือดออก: หากมีเลือดออกแม้เพียงเล็กน้อย หรือมีน้ำใสๆ ไหลออกทางช่องคลอด ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีและงดน้ำงดอาหาร เพื่อเตรียมตัวที่อาจต้องผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน
- เตรียมตัวผ่าตัดคลอด: หากไม่มีเลือดออกหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น แพทย์จะทำการคลอดด้วยวิธีผ่าตัดคลอดที่อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ แต่หากมีเลือดออกก่อน อาจมีโอกาสการผ่าตัดคลอดก่อนกำหนดได้
การเตรียมความพร้อมสุขภาพและดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างครบวงจรที่ MFC Clinic
การมีสุขภาพที่แข็งแรงตั้งแต่ก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ คือหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน แม้บางภาวะอย่าง “รกเกาะต่ำ” จะเป็นเรื่องทางสรีระที่ป้องกันได้ยาก แต่การดูแลระบบไหลเวียนเลือดและร่างกายให้สมดุล ย่อมช่วยประคับประคองการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
MFC Clinic พร้อมดูแลคุณด้วยแนวทางเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) สำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตรและคุณแม่ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายอย่างปลอดภัย ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางไม่ว่าจะเป็นบริการการตรวจระดับวิตามิน การดูแลด้วยวิตามินและแร่ธาตุ (IV Drip) ไปจนถึงการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรม (Prenatal Screening) ซึ่งการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นและพร้อมต่อการรับมือกับภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถปรึกษาแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงลึกได้ที่ MFC Clinic เพื่อให้การตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด
สรุป
ภาวะรกเกาะต่ำ แม้จะเป็นภาวะที่อันตรายและน่ากังวล แต่หากตรวจพบได้เร็วผ่านการฝากครรภ์ที่สม่ำเสมอและการทำอัลตราซาวนด์อย่างต่อเนื่อง คุณแม่และแพทย์จะสามารถวินิจฉัยและวางแผนการดูแลได้อย่างทันท่วงที สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายตนเองอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของสูตินรีแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาอายุครรภ์ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนำไปสู่การคลอดที่ปลอดภัยสำหรับทั้งคุณแม่และลูกน้อย หรือให้ MFC Clinic ช่วยดูแลคุณและคนที่คุณรัก สามารถติดต่อปรึกษาเราได้แล้ววันนี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิก
คำถามที่พบบ่อย
ภาวะรกเกาะต่ำสามารถหายเองได้หรือไม่?
ในช่วงไตรมาสแรกหรือไตรมาสที่ 2 หากพบว่ารกอยู่ต่ำ มีโอกาสที่รกจะ “ขยับขึ้น” (Placental Migration) ไปทางส่วนบนของมดลูกได้เองเมื่อมดลูกขยายตัว แต่หากยังคงเกาะต่ำจนถึงช่วงไตรมาสที่ 3 โอกาสที่รกจะขยับขึ้นจะลดน้อยลง
หากเป็นรกเกาะต่ำ จำเป็นต้องผ่าตัดคลอดทุกรายหรือไม่?
จำเป็นต้องทำการผ่าตัดคลอดทุกราย ที่อายุครรภ์ 37 สัปดาห์เพื่อป้องกันการตกเลือดอย่างรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
การออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะคนท้อง ทำได้หรือไม่?
สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ แพทย์มักแนะนำให้งดกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวหน้าท้อง หรือการยืดเหยียดที่อาจกระตุ้นมดลูก การออกกำลังกายทุกชนิดควรได้รับความเห็นชอบจากสูตินรีแพทย์ที่ดูแลเป็นรายกรณีไป
ภาวะรกเกาะต่ำส่งผลต่อพัฒนาการของลูกในครรภ์หรือไม่?
หากไม่มีการตกเลือดรุนแรงจนเกิดภาวะขาดออกซิเจน ทารกส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการตามปกติ อย่างไรก็ตาม ทารกอาจมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อยหากมีความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดผ่านรก หรือจำเป็นต้องคลอดก่อนกำหนดจากภาวะแทรกซ้อน
เมื่อมีเลือดออกทางช่องคลอดต้องทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?
ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่าง นอนราบ และให้คนใกล้ชิดนำส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกสูตินรีเวชโดยเร็วที่สุด ห้ามใส่ผ้าอนามัยแบบสอด หรือทำการตรวจภายในด้วยตนเองเด็ดขาด เนื่องจากจะยิ่งกระตุ้นให้เลือดออกรุนแรงขึ้น





