Author : admin

Share

สารบัญ

 

การดูแลตัวเองในช่วงตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพดี การกินอาหารคนท้องที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับบางรายที่ร่างกายต้องการสารอาหารเพิ่มเติม วิตามินเสริมคนท้องและแร่ธาตุจึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่แพทย์มักแนะนำให้คุณแม่ได้รับอย่างเหมาะสม ซึ่ง MFC Clinic คลินิกเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ สามารถให้คำปรึกษาและประเมินความต้องการวิตามินที่เหมาะสมได้

 

วิตามินบำรุงครรภ์คืออะไร?

วิตามินบำรุงครรภ์คือกลุ่มสารอาหารที่ออกแบบมาเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ร่างกายของคุณแม่และทารกในครรภ์โดยเฉพาะ นอกจากจะช่วยบำรุงสุขภาพแล้วยังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ภาวะโลหิตจาง การแท้ง หรือความพิการแต่กำเนิดของทารก ความจำเป็นในการกินอาหารเสริมบำรุงครรภ์ขึ้นอยู่กับสุขภาพพื้นฐานของแต่ละคน บางคนอาจได้รับสารอาหารเพียงพอจากอาหารแล้ว แต่หลายคนต้องเสริมวิตามินตามคำแนะนำของแพทย์

วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องการวิตามินสำหรับคนท้องและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารก แต่ละชนิดมีหน้าที่และประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป

กรดโฟลิก

กรดโฟลิกหรือโฟลิค (Folic Acid) เป็นวิตามินคนท้องที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนเตรียมตัวตั้งครรภ์และในช่วง 3 เดือนแรก Folic Acid คือ วิตามินบีที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเซลล์ใหม่และดีเอ็นเอ ควรได้รับกรดโฟลิก 400-800 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อช่วยป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดประสาทไม่ปิดในทารก

ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่ช่วยขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ เป็นวิตามินธาตุเหล็ก 1 เม็ด เพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางที่อาจส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักน้อยหรือคลอดก่อนกำหนด ควรรับประทานธาตุเหล็กจากวิตามินบำรุงครรภ์ร่วมกับวิตามินซีเพื่อเพิ่มการดูดซึม

แคลเซียม

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรงของทารก คุณแม่ควรได้รับแคลเซียม 500 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะทารกจะดึงแคลเซียมจากร่างกายของแม่ไปใช้ในการพัฒนากระดูกและฟัน นอกจากนี้แคลเซียมยังช่วยลดอาการตะคริวของคุณแม่ท้องและช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ปกติ

วิตามินดี

วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น คุณแม่ควรได้รับวิตามินดี 600-800 หน่วยสากลต่อวัน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของความผิดปกติในการตั้งครรภ์ นอกจากจะได้รับจากแสงแดดในช่วงเช้าแล้ว ยังสามารถได้รับจากอาหารเสริมบำรุงครรภ์บางชนิดและวิตามินเสริมที่แพทย์จ่ายให้

ไอโอดีน

ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์และพัฒนาการของระบบประสาทและสมองของทารก คุณแม่ควรได้รับไอโอดีน 175-200 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะไทรอยด์ผิดปกติและภาวะปัญญาอ่อนเนื่องจากการขาดไอโอดีน การขาดไอโอดีนอาจทำให้เกิดการแท้งหรือทารกเสียชีวิตก่อนคลอดได้

วิตามินซี

วิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคุณแม่และทารกในครรภ์ ช่วยสร้างคอลลาเจนที่จำเป็นต่อการสร้างอวัยวะต่างๆ ของทารก คุณแม่ควรได้รับวิตามินซี 85 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อส่งเสริมการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดียิ่งขึ้น

DHA

ดีเอชเอเป็นกรดไขมันกลุ่ม โอเมก้า 3 ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและดวงตาของทารก คุณแม่ควรได้รับดีเอชเออย่างน้อย 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกาย ลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดและลดโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

อาหารคนท้องที่อุดมด้วยวิตามินบำรุงครรภ์

การได้รับวิตามินเสริมคนท้องจากอาหารธรรมชาติเป็นวิธีที่ดีในการบำรุงร่างกายควบคู่ไปกับการกินวิตามินเม็ดที่แพทย์จ่ายให้ คุณแม่ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายเพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน

อาหารที่มีกรดโฟลิกสูง

แหล่งของโฟลิคจากธรรมชาติพบมากในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ผักคะน้า บร็อกโคลี่ ผักบุ้ง ผักตำลึง ธัญพืช เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวกล้อง และผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย มะละกอ สตรอเบอรี่ อะโวคาโด คุณแม่ควรบริโภคอาหารเหล่านี้เป็นประจำตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์และต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนแรก

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

ธาตุเหล็กจากอาหารพบมากในเนื้อสัตว์สีแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ตับไก่ ตับหมู และปลาทะเล อาหารทะเล เช่น หอย ปู กุ้ง หมึก นอกจากนี้ยังพบในไข่แดง ผักใบเขียว ธัญพืชและพืชตระกูลถั่ว คุณแม่ควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กพร้อมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว หรือผลไม้สด

อาหารที่มีแคลเซียมสูง

แหล่งแคลเซียมที่ดีคือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เนยแข็ง ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งตัว เช่น ปลาซาร์ดีน กุ้งแห้ง ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักบุ้ง และพืชตระกูลถั่ว เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง งาดำ ถั่วอัลมอนด์

อาหารที่มีวิตามินดีสูง

วิตามินดีจากอาหารพบในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล นอกจากนี้ยังพบในตับไก่ ตับหมู ไข่แดง เนยแข็ง และผลิตภัณฑ์จากนมที่เสริมวิตามินดี การได้รับวิตามินดีจากแสงแดดในช่วงเช้าประมาณ 10-15 นาทีก็เป็นวิธีที่ดีและง่ายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

อาหารที่มี DHA สูง

แหล่งดีเอชเอที่ดีพบในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล แต่ควรหลีกเลี่ยงปลาที่มีปรอทสูง เช่น ปลาฉลาม ปลาดาบ นอกจากนี้ยังพบในถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่ววอลนัท เมล็ดเชีย เมล็ดแฟลกซ์ และไข่ไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมโอเมก้า 3

วิตามินบำรุงครรภ์ในแต่ละไตรมาส

การได้รับวิตามินเสริมคนท้องและแร่ธาตุในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์มีความแตกต่างกันตามความต้องการของร่างกาย แพทย์จะประเมินและจ่ายวิตามินบำรุงครรภ์ตามความเหมาะสมของอายุครรภ์และสุขภาพของคุณแม่แต่ละคน

ไตรมาสแรก (สัปดาห์ที่ 1-12)

ไตรมาสแรกเป็นช่วงที่ทารกมีการพัฒนาอวัยวะสำคัญอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะสมองและระบบประสาท วิตามินสำหรับคนท้องที่จำเป็นควรเน้นไปที่การสนับสนุนการสร้างเซลล์และป้องกันความผิดปกติแต่กำเนิด ในช่วงนี้คุณแม่ควรได้รับโฟลิค 400 ไมโครกรัม แคลเซียม 500 – 1,000 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัม วิตามินซี 85 มิลลิกรัม ดีเอชเอ 200 มิลลิกรัม และไอโอดีน 175-200 ไมโครกรัมต่อวัน

ไตรมาสที่สอง (สัปดาห์ที่ 13-26)

ไตรมาสที่สองเป็นช่วงที่ทารกเริ่มเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและอวัยวะต่างๆ เริ่มทำงาน วิตามินคนท้องที่จำเป็นในช่วงนี้จะเน้นไปที่การสนับสนุนการเจริญเติบโตของกระดูกและระบบไหลเวียนเลือด ในช่วงนี้คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัม แคลเซียม 600 – 1,000 มิลลิกรัม กรดโฟลิก 400-800 ไมโครกรัม วิตามินดี 600 หน่วยสากล และดีเอชเอ 200 – 600 มิลลิกรัมต่อวัน

ไตรมาสที่สาม (สัปดาห์ที่ 27 จนคลอด)

ไตรมาสสุดท้ายเป็นช่วงที่ทารกเพิ่มน้ำหนักและเตรียมตัวสำหรับการคลอด คุณแม่ต้องการสารอาหารมากขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโต ทั้งนี้หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินสำหรับคนท้องสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ในช่วงนี้ควรได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัม วิตามินซี 85 มิลลิกรัม แคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม กรดโฟลิก 400-800 ไมโครกรัม ดีเอชเอ 200 – 1,000 มิลลิกรัมและโคลีน 430-930 มิลลิกรัมต่อวัน

เคล็ดลับการกินวิตามินบำรุงครรภ์อย่างถูกต้อง

การกินอาหารเสริมบำรุงครรภ์อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดอาการข้างเคียง ต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่คุณแม่ควรรู้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากวิตามินบำรุงครรภ์ที่ได้รับ

เลือกเวลาที่เหมาะสม

การกินวิตามินเสริมคนท้องหลังอาหารเป็นเวลาที่ดีเพราะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีและลดการระคายเคืองต่อกระเพาะ แต่สำหรับคุณแม่ที่มีอาการคลื่นไส้หรือแพ้ท้อง อาจปรับเป็นกินก่อนนอนแทนเพื่อลดอาการไม่สบาย ควรกินในเวลาเดิมทุกวันเพื่อให้ระดับวิตามินในร่างกายคงที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด

เลี่ยงเครื่องดื่มบางชนิด

ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมน้อยลงถ้ากินพร้อมกับนม ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลมที่มีสารขัดขวางการดูดซึม ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงระหว่างการกินวิตามินสำหรับคนท้องกับเครื่องดื่มเหล่านี้ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างเต็มที่

ควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อมากินเอง

คุณแม่ไม่ควรซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะวิตามินบางชนิดอาจไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยหรือมีปริมาณมากเกินความจำเป็น แพทย์จะประเมินสุขภาพและจ่ายวิตามินคนท้องที่เหมาะสมและมีความปลอดภัย คุณแม่สามารถเข้ารับบริการและคำปรึกษาเรื่องวิตามินและโภชนาการได้

เสริมด้วยอาหารที่มีประโยชน์

การกินวิตามินเสริมควรไปคู่กับการรับประทานอาหารคนท้องที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่อย่างหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารจากแหล่งธรรมชาติด้วย นอกจากนี้ยังสามารถเสริมโภชนาการด้วยนมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีสารอาหารจำเป็นครบถ้วน

บริการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์อย่างครบวงจรที่ MFC Clinic

MFC Clinic (Maternal and Fetal Care Clinic) ขอนแก่น คลินิกเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาที่พร้อมให้บริการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการบำรุงครรภ์ด้วยวิตามินและสารอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพของคุณแม่แต่ละคน หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามเพื่อนัดหมายพบแพทย์ได้

สรุป

วิตามินบำรุงครรภ์เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์ โดยเฉพาะกรดโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินดี และไอโอดีนที่จำเป็นต่อพัฒนาการในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ การได้รับวิตามินอย่างเหมาะสมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่จะประเมินความต้องการเฉพาะบุคคลและจ่ายยาบำรุงครรภ์ที่ปลอดภัย คุณแม่ควรกินวิตามินตามคำแนะนำควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ

 

 

คำถามที่พบบ่อย

วิตามินบำรุงครรภ์จำเป็นต้องกินไหม?

วิตามินบำรุงครรภ์จำเป็นสำหรับคุณแม่ที่ได้รับสารอาหารจากอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายและทารก แพทย์จะประเมินสุขภาพและจ่ายวิตามินที่เหมาะสมกับแต่ละคนเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ทารกเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์

ควรเริ่มกินวิตามินบำรุงครรภ์ตั้งแต่เมื่อไหร่?

ควรเริ่มกินวิตามินบำรุงครรภ์โดยเฉพาะกรดโฟลิกตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือน และต่อเนื่องไปจนถึง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดประสาทของทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กินวิตามินบำรุงครรภ์แล้วคลื่นไส้ต้องทำอย่างไร?

หากกินวิตามินบำรุงครรภ์แล้วมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน ลองปรับเปลี่ยนเวลากินเป็นก่อนนอนแทนเพื่อลดอาการไม่สบาย หรือปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนชนิดหรือรูปแบบของวิตามินให้เหมาะสมกับร่างกายของคุณแม่มากขึ้น

สามารถซื้อวิตามินบำรุงครรภ์กินเองได้ไหม?

ไม่ควรซื้อวิตามินบำรุงครรภ์มากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะวิตามินบางชนิดอาจไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยหรือมีปริมาณไม่เหมาะสม ควรให้แพทย์ประเมินสุขภาพและจ่ายวิตามินที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และทารกในครรภ์

กินวิตามินบำรุงครรภ์ควรเว้นระยะห่างจากนมหรือไม่?

ควรเว้นระยะห่างระหว่างการกินวิตามินบำรุงครรภ์โดยเฉพาะธาตุเหล็กกับการดื่มนม ชา หรือกาแฟประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพราะสารในเครื่องดื่มเหล่านี้จะขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากวิตามินลดลง

  • สายสะดือพันคอ อันตรายไหม? เข้าใจให้ถูก ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท

    By Published On: มีนาคม 24th, 2026Categories: สุขภาพน่ารู้
  • คนท้องกินไข่ได้ไหม? กินวันละกี่ฟองจึงเหมาะสม

    By Published On: มีนาคม 19th, 2026Categories: สุขภาพน่ารู้
  • กลืนน้ำตาลคนท้อง คืออะไร? ใช้ตรวจเบาหวานขณะตั้งครรภ์ใช่หรือไม่?

    By Published On: มีนาคม 18th, 2026Categories: สุขภาพน่ารู้
  • คนท้องควรฉีดวัคซีนอะไรบ้าง? แนะนำจากแพทย์แม่และเด็ก

    By Published On: มีนาคม 17th, 2026Categories: สุขภาพน่ารู้